วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

พ่อกับฉัน


พ่อ เป็นคนที่หายไปจากบ้านของเรานานแล้ว แต่ไปอยู่บ้านของคนอื่น นานเกือบ 5 ปีที่เจอพ่อแทบจะปีละครั้งหรือ 2 ครั้งนั่นก็นับว่ามากแล้ว พ่อเลือกจะออกจากบ้านของพวกเราไป และคิดว่าเราสองพี่น้องคงโตพอที่จะอยู่โดยไม่ต้องมีใครให้เรียกว่าพ่อทุกวัน

พ่อเป็นคนที่ฉันสนิทมากกว่าแม่ เป็นคนเก่งในสายตาฉัน เป็นคนตลกแปลก ๆ และถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันนาน ฉันก็รู้สึกว่าเราสองคนไม่ห่างกันเลย ปี 2553 เป็นปีที่ฉันเจอพ่อบ่อยที่สุด และคาดว่าจะเจออย่างนี้ไปตลอด

ฉันเป็นคนไร้แก่นสาร ทะเยอทะยาน พ่อบอกอย่างนั้นเสมอ พ่อบอกให้ดูว่าเท้าเหยียบบนอะไร พ่อบอกว่าน้อยครั้งที่เราได้เหยียบบนที่สูง แต่บ่อยครั้งที่เราเหยียบลงที่ต่ำ พ่อสอนให้ฉันติดดิน เพราะอยู่กับดิน ยืนบนดิน ฉันจะได้ไม่เจ็บตัว ฉันรู้เสมอว่านั่นเพราะพ่อเป็นห่วง

ฉันมักจะใช้ใจล่องลอยไปไกลแสนไกล กว่าจะให้มันกลับมาก็ยากเย็น ฉันพยายามติดดิน หลังจากตกลงมาจากที่สูง ที่ฉันจำมันไม่ได้แล้วว่าสูงแค่ไหน แต่มันไม่ได้สูงมากไปกว่าที่ใคร ๆ ยืน แต่มันเจ็บหนักสำหรับฉันน่าดู

พ่อพูดไว้ไม่มีผิด ฉันรู้ว่าพ่อจะพูดอย่างนี้แน่นอน ถ้าพ่อรู้ว่าฉันเจ็บปางตายในเรื่องที่ชอบปีนป่ายขึ้นฟ้า ฉันเก็บคำพ่อสอนไว้ในหัว และจำมันได้หลังจากเจ็บหนักทุกที สักวันฉันจะกลับมาเดินดิน แบบที่พ่ออยากให้ทำ แต่ฝันของฉันมันอยู่บนนั้น เดินดินยังไงก็ไปไม่ถึง ฉันจึงบอกพ่อว่า บางทีฉันต้องปีนป่ายบ้าง เผื่อว่าสิ่งที่ฉันฝันไว้มันจะสบโอกาสลอยลงมาตรงที่ฉันยืน ฉันไม่อาจยืนได้สูง ไม่อาจเดินได้ไกล แต่ฉันรู้ว่าฉันจะกลับไปอยู่ตรงไหน เมื่อฉันเสียใจ ฉันรู้ว่าคำพ่อสอนจะอยู่ตรงนั้นเสมอ

เมื่อถึงเวลานั้น ฉันจะกลับไปยืนร้องไห้บนดิน ดินที่พ่อบอกให้ยืน ...... คงไม่นาน

รักพ่อเสมอ ... ลูกสาวคนเดิม

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

People Who Inspire Me

บุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของฉัน ผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง


(1)
คนที่เป็นแรงบันดาลใจคู่แรก ก็คงไม่พ้นพ่อกะแม่นี่แหละ ที่สอนตั้งแต่เกิดมาว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ และบางอย่างที่ไม่อยากใส่ใจ สุดท้ายมันก็กลับกลายมาเป็นวิถีชีวิตจนได้


(2)
จากนั้น พอโตขึ้นมาเริ่มทำบัตรประชาชน ก็ได้ดูหนังเรื่องไททานิค ที่กำกับโดยเจมส์ คาเมรอน หนังน่าดูจนเข้าไปดูถึง 3 ครั้งในโรงภาพยนตร์ นับรวมตอนนี้ที่ดูมาทั้งหมดก็ไม่ต่ำกว่า 15 ครั้งแน่ ๆ คาเมรอนจึงเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องของการทำภาพยนตร์ แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะได้ทำมันแค่หนังสั้นก็ตาม



(3)
พิกซาร์ สตูดิโอ เป็นแรงบันดาลใจในเรื่องของการทำภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่น แม้ว่าทุกวันนี้จะทำเฉพาะสต็อปโมชั่น แต่พิกซาร์ก็เป็นตัวอย่างที่ดี


(4)
หูเจียเหวย หรือนามปากกาว่า วาน วาน เป็นแรงบันดาลใจในเรื่องการวาดการ์ตูนที่ดูไม่สวยในสายตาใครเท่าไหร่ แต่สุดท้าย การได้วาดก็เป็นเรื่องสนุก



(5)
ว.วินิจฉัยกุล ซึ่งเป็นนามปากกาของ รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ นั้น ได้เป็นแรงบันดาลในเรื่องงานเขียนได้อย่างดียิ่ง แต่แม้ว่าจะไม่สามารถเขียนงานในเชิงนวนิยายได้ แต่ความสวยงามของเรื่องมาลัยสามชาย ทำให้อยากเขียน เขียน แล้วก็เขียน


(6)
คาร์ล วอเนอร์ เป็นช่างภาพที่ออกแบบสิ่งที่จะถ่ายเอง เขารวมเล่มทำหนังสือพูดถึงงานที่เข้าทำที่ใช้ชื่อว่า food landscapes (สั่งซื้อมาจากอังกฤษเลย อิอิ) ซึ่งเป็นการนำอาหารมาทำเป็นฉากสำหรับถ่ายภาพล้วน ๆ และในตอนนี้เขาได้ทำงานภาพเคลื่อนไหวอีกด้วย


(7)
อาท วูฟ เป็นช่างภาพแนวแลนสเคปและภาพธรรมชาติ เป็นคนที่ลุย บุกป่าฝ่าดงเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพ และเขาถ่ายภาพนำมาซึ่งแรงบันดาลใจได้เยี่ยมยอด

(8)
โจ แมคแนลลี่ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสามารถในด้านการถ่ายภาพที่ไม่เป็นรองใคร เป็นช่างภาพประจำนิตยสาร Life คนแรก ในรอบ 23 ปี ผลงานที่สร้างชื่อมากที่สุดคือ ภาพชุด Face of Ground Zero ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นหนึ่งที่สื่อถึงโศกนาฏกรรม 11 กันยา ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด


(9)
สก็อต เคลบี้ เป็นทั้งนักเขียน ช่างภาพ และเป็นเทรนเนอร์เกี่ยวกับการตกแต่งภาพด้วยโฟโต้ช้อป เขาเป็นนักออกแบบและนักเขียนที่ได้รับรางวัลมากมายจากผลงานหนังสือกว่า 35 เล่ม หนังสือของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ หลายภาษา รวมถึงภาษาไทย

(10)
เดวิด ไซเซอร์ เป็นช่างงานแต่งงานที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นเทรนเนอร์ในเรื่องการถ่ายภาพ เป็นคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายภาพหลายต่อหลายเล่ม


(11)
บุคคลที่ทำให้ชีวิตมีเป้าหมายและไม่ย่อท้อต่อความฝัน ก็คงหนีไม่พ้นสตีฟ จ็อบส์ วันที่เขาจากไปแม้น้ำตาจะไหลเป็นทาง แต่ก็รู้ว่า ผู้ชายคนนี้ได้ให้แนวความคิดดีดีแม้วันที่เขาไม่อยู่แล้ว หนังสือของเขา การกระทำของเขา ชีวิตของเขา คือสิ่งที่ฉันจะจดจำไว้ไม่ลืม


วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

Once Upon A Time


บนตึกสูง ยิ่งสูง ยิ่งเหน็บหนาว ... ยิ่งปวดร้าว ร้าวลึก มินึกฝัน ...
เพราะตามหา หมายฟ้า คว้าตะวัน .... ยิ่งสูงชัน ยิ่งไกลฟ้า ยิ่งเดียวดาย ......

...............................................

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ..... เป็นเช่นนั้นเสมอ เวลาที่ต้องดูการ์ตูน แล้วคอยจินตนาการตามหาว่า
มันนานมากขนาดไหนกันนะ ที่เมือง ๆ นั้นเต็มไปด้วยตัวการ์ตูน ที่มีเจ้าหญิง เจ้าชาย
แม่มด ต้นไม้และสัตว์ที่พูดได้ .... และมันคงนานมากจริง ๆ

เช่นเดียวกับชีวิต นานแค่ไหนแล้ว ที่เราตามหาความฝัน ฝันที่ต่าง ฝันที่อยากจะมีอยากจะเป็น
เมื่อวานที่ฉันกลับบ้าน มันเต็มไปด้วยความมืด มืดทั้งภายนอกและมืดที่หัวใจ
แม่มักจะถามฉันเสมอ ว่าเมื่อไหร่ฉันจะดีได้เท่าคนอื่น ๆ และฉันก็จะตอบเสมอ ว่าคนอื่นคือใคร
และจบลงด้วยการเดินแยกเข้าห้องนอนของใครของมัน

ฉันถามตัวเอง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ว่าชีวิตฉันต้องการอะไร หลังจากที่ฉันเดินผิดพลาดมาแล้วเกือบจะครึ่งชีวิต (ถ้าสมมติ ฉันจะมีชีวิตอยู่แค่ 60 ปี) ถนนที่เดินในทุก ๆ วันช่างขรุขระ
ไม่มีกุหลาบโรย มีแต่หนามกุหลาบซึ่งคงดีที่สุด เพราะนอกนั้นฉันจะเจอแต่ก้อนหินแหลมคมตลอดเส้นทางที่ต้องเดินไปด้วยเท้าเปล่านั้น

บทกวีร่ายรำ แต่ฉันแทบจะสิ้นใจ ดอกไม้ของกาลเวลาพริ้วไหวลาลับไปกับความมืดของรัตติกาล แต่ฉันอยู่ท่ามกลางลมร้อนของทะเลทราย

ฉันคิดอยู่ตลอดมา ว่าจะเดินไปในทิศทางใด และในขณะเดียวกันฉันก็ก้าวเดินไปด้วย อาจเป็นเพราะฉันไม่คิดให้ดี การก้าวของฉันในทุก ๆ ก้าว จึงพลาดแล้วพลาดอีก วันนี้ฉันนั่ง ตั้งสติ บนก้อนกรวดก้อนใหม่ แต่แหลมคมไม่น้อยไปกว่าเดิม ไร้ซึ่งเงาไม้ และสายลมก็ผ่าวร้อนจนเกินไป ไม่ทำให้ฉันได้พักและตรึกตรองมากไปกว่าเดิมเท่าใดนัก แต่ครั้งนี้ ก็ได้นำทิศทางที่พอจะส่องแสงสว่างที่ปลายโค้งรุ้งมาสู่ใจของฉันบ้างไม่มากก็น้อย

หากวันนี้ ฉันไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ ไร้ซึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะทำให้ฉันเป็นเฉกเช่นคนอื่น ฉันก็ไม่ขออะไร มากไปกว่าทุกก้าวของฉัน ให้ฉันระลึกรู้ทุกอย่างด้วยสติ นำทางฉันด้วยความตรึกตรอง แม้ฉันจะไม่เป็นเหมือนใคร แต่ฉันก็ระลึกรู้อยู่ในใจว่า ฉันจะออกจากทะเลทรายแห่งนี้ไปได้ ออกไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยเลือดเกรอะกรัง

แล้วสักวันหนึ่ง เรื่องราวของฉัน จะกลายเป็นเรื่องเล่า เรื่องเล่าที่จะบอกใครต่อใครว่า
"กาลครั้งหนึ่ง นาน ... นานมาแล้ว"

.........................................