วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บ๊ายบายสตรอเบอรี่

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน คือในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป เด็กดอยอย่างฉันจะรู้ได้ว่า ผลไม้อย่างสตรอเบอรี่ก็จะค่อย ๆ หายไปด้วย และมันจะแคระแกร็นไปเรื่อย ๆ จนถึงเดือนเมษายน ซึ่งก็เรียกได้ว่าไม่มีใครอยากจะกินมันเท่าไหร่แล้ว เพราะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอมหวานมักจะมีตอนฤดูหนาว เพราะจะช่วยให้ผู้ที่รับประทานมันเข้าไปมีภูมิต้านทานจากโรคหวัดที่อาจจะมาเยี่ยมเยือนเราได้ทุกเมื่อ


พอเข้าฤดูร้อนก็ต้องทานอะไรที่หวาน ๆ เย็น ๆ ซึ่งผลไม้ที่มาแทนหนึ่งในนั้นก็คือมะม่วงสุก สตรอเบอรี่ที่มีรสเปรี้ยวอยู่ด้วยก็มีความนิยมที่ลดลงไป และหากมันยังมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวถึงฤดูร้อน มันก็คงกลายเป็นผลไม้ที่ราคาตกต่ำน่าดูเช่นกัน คงไม่ราคาสูงอย่างทุกวันนี้

และวันนี้ (1 มีนาคม 2554) ก็เข้าใกล้ช่วงเวลาบ๊ายบายของพวกมันเต็มทีแล้ว ปีนี้ฉันทานเธอไปแค่ 1 กิโลกรัมเท่านั้น และฉันจะรอเจอเธออีกทีเมื่อถึงตอนนั้น ตอนที่ฤดูหนาวมาเยือน เราคงได้พบกัน และได้อ้อยอิ่งลิ้มรสกันและกันอีกครั้ง ............ ฉันจะเฝ้ารอคอยเธอ สตรอเบอรี่ ผลไม้แห่งฤดูหนาว

SANSUI

บรรยากาศแบบญี่ปุ่น ทั้งรูปทรงภายนอกร้านและการตกแต่งภายใน ทำให้แทบไม่เชื่อเลยว่า ร้านอาหารแห่งนี้อยู่ในเชียงใหม่ ตรงไปทางสันกำแพงผ่านสี่แยกปอยหลวงไปสัก 100 เมตร (ผ่านปั๊มปตท.ที่อยู่ซ้ายมือไปเล็กน้อย) มองทางขวาจะมีซอบเล็ก ๆ เข้าไปและมีป้ายเล็ก ๆ ตรงปากทางเข้าว่า "Sansui Restaurant"

ทางเข้าด้านหน้ามีเอกลักษณ์ชัดเจน ไม่ต้องบอกใครก็รู้ได้แน่นอนว่ากำลังเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น บรรยากาศชวนหลงใหลอย่างไม่น่าเชื่อ


เมนูก็น่าสนใจ การออกแบบที่รู้ว่าญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ก็ชวนให้ท้องร้องก่อนเปิดหารายการอาหารแล้ว

ตะเกียบมีซองห่ออย่างใส่ใจในรายละเอียด และแน่นอนว่ามีที่วางตะเกียบให้ด้วย


รวมถึงชาร้อนที่สร้างความอบอุ่นให้กระเพาะก่อนที่อาหารจะตกถึงท้องนั้น ก็มีกลิ่นชาอ่อน ๆ ที่ชวนให้อยากพักผ่อนไปพร้อมกับหนังสือสักเล่ม


เมื่ออาหารของเราปรุงเสร็จ พนักงานที่มาเสิร์ฟจะแต่งชุดกิโมโน และบรรจงวางอาหารบนโต๊ะของเราอย่างปราณีต



และแล้วเราก็ได้เวลา กิน กิน กิน ก่อนจากวันนี้ อยากบอกว่าเชียงใหม่ยังมีร้านอาหารอีกมากมายหลายร้าน และแม้กระทั่งร้านนี้ที่เปิดมานานถึง 20 ปี ฉันผู้ซึ่งสรรหาของอร่อย ยังเพิ่งได้ไปเป็นครั้งแรก และมันทำให้เราได้รู้ว่า เรายังต้องเรียนรู้อะไรอยู่อีกมาก ..... รวมถึงร้านอาหารที่เปิดมาได้นานขนาดนี้ มันต้องมีอะไรที่มากกว่าคำว่าอร่อยอย่างแน่นอน

***********************************

**ขออภัยที่จะไม่แก้ไขข้อมูล หากร้านย้ายที่ตั้งหรือปิดกิจการ** 

เหมยเจียง

พอนั่งให้พอเก้าอี้แตะก้น พนักงานก็มาถามว่าจะเอาน้ำอะไร เริ่มจำไม่ได้ว่าเก็กฮวยนี่ฟรีหรือเปล่า แต่คาดว่าคงไม่ เพราะวันนั้นจ่ายไปเยอะเหมือนกัน เอาเป็นว่าไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นแล้วกัน เพราะเรื่องราคาทำให้อาหารจืดชืดไปเยอะ

เก็กฮวยเย็น เป็นน้ำดื่มที่กลุ่มโต๊ะเราเลือก จริง ๆ แล้วดูเหมือนจะมีร้อนด้วย แต่อากาศอบอ้าวอย่างกะอะไรดีจะดื่มร้อนก็ไม่ไหว แม้ว่ามันจะดีต่อสุขภาพมากกว่าแบบเย็นก็เถอะนะ เขาเสิร์ฟแบบแยกน้ำเชื่อมเอาไว้ต่างหาก ให้เติมความหวานได้เอง แต่จะให้ดีเพื่อใให้ได้รสชาติอาหารที่แท้จริง ก็ไม่ต้องเติมดีกว่า น้ำตาลจะได้ไม่ขึ้นด้วย

แทนที่จะสั่งอาหารอย่างอื่นก่อน ทุกคนกลับพร้อมใจเลือกของหวาน เพราะมันทำให้ชื่นใจได้ดีกว่านั่งรออาหารที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ แต่สำหรับ "พุดดิ้งมะม่วง" มันมีอยู่แล้ว สั่งปุ๊บมาปั๊บ รสชาติกำลังดีไม่หวานจนเกินไปและที่สำคัญได้กลิ่นมะม่วงอีกด้วย

แล้วเมนูวันนั้น ก็ประกอบไปด้วย
หมูแดงย่าง


กระเพาะปลาน้ำแดง

เต้าหู้พันกุ้ง

ข้าวผัดปู (จานใหญ่)

เป็ดย่าง

ปลาผัดเต้าซี่

ทั้งหมดนี้ก็กินกันพุงกาง ทั้งหมด 6 คน เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกันกว่าจะหมดลงได้แต่ละเมนู ใครชอบแนวอาหารจีนก็สามารถไปได้ที่ โครงการเชียงใหม่แลนด์ ถ้าเข้าฝั่งถนนช้างคลานก็ตรงมาเรื่อย ๆ เกือบสุดถนนจะออกฝั่งถนนซุปเปอร์ไปลำปาง ก็มองทางขวามือ จะมีป้ายร้านว่าเหมยเจียงอยู่ รับรองว่าเต็มอิ่มแน่นอนจ้า ^___^

***********************************

**ขออภัยที่จะไม่แก้ไขข้อมูล หากร้านย้ายที่ตั้งหรือปิดกิจการ** 

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ข้าวเม่า - ข้าวฟ่าง


หลังจากเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้ากับการเดินทางในครึ่งเช้า ร้านอาหารที่จะเติมพลังให้ความสดชื่นกลับคืนมาก็ต้องเป็นร้านที่ดูเป็นธรรมชาติ บรรยากาศดี อาหารอร่อย และคงหนีไม่พ้นร้านนี้ "ข้าวเม่า-ข้าวฟ่าง" ร้านที่มีสาขาอยู่ทั้งที่แม่สอดและเชียงใหม่ด้วย

ร้านนี้บรรยากาศดี จนแทบไม่อยากกลับกันเลยทุกคนจะอ้อยอิ่ง ดื่มด่ำกับบรรยากาศ และช่วงฤดูหนาวที่มีดอกไม้นานาพรรณด้วยแล้ว นักท่องเที่ยวจะระดมกันถ่ายรูป จนสถานที่เรียกได้ว่าจะช้ำเอาดื้อ ๆ กันเลย

และนอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เป็นมุมกาแฟ ให้ได้นั่งอ้อยอิ่งรับกับกาแฟอร่อยอีกด้วย เอาเป็นว่าบรรยากาศนั้นจะบรรยายยังไงก็คงไม่เท่ากับไปเห็นด้วยตาตัวเอง ว่าถ้าไปแล้วจะอารมณ์ดีขนาดไหน

ใครที่อยากดูบรรยากาศหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปที่เว็ปไซต์ http://www.khaomaokhaofang.com/ ได้เลยจ้า รับรองว่าถ้าไปแล้ว คุณจะไม่ผิดหวัง และจะออกจากร้านมาด้วยความอิ่มใจ และอิ่มท้องอีกด้วย ^___^

***********************************

**ขออภัยที่จะไม่แก้ไขข้อมูล หากร้านย้ายที่ตั้งหรือปิดกิจการ** 








ระหว่างทางขึ้นดอยอินทนนท์



ดอยอินทนนท์ มักจะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่ระหว่างทางจะไปถึงจุดสูงสุดนั้น มีตลาดเล็ก ๆ ขายผักสด ผลไม้ตามฤดูกาลและของที่ระลึกราคาย่อมเยาว์อยู่ด้วย
ตลาดเล็ก ๆ แห่งนี้เป็นของชาวเขาบริเวณนั้น ไม่ได้ถามว่าเขาอยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าเขาขายผักผลไม้ที่ส่วนหนึ่งส่งโครงการหลวง แครอทมัดโตแม้ลูกจะเล็ก (เบบี้แครอท) แต่อร่อยหวานกรอบ รวมถึงผักอื่น ๆ เช่นโปยเล้งที่อาจจะแพงในเมือง แต่ที่นี่ มัดละ 10 บาทเท่านั้น มัดโต๊โต

ฉันรู้สึกสบายใจ ที่ได้คุยกับชาวเขาที่นี่ ทุกคนน่ารัก เป็นกันเอง และชี้ชวนให้เราชิมนั่นนี่ (อร่อยด้วย) ซึ่งบางทีต้องบอกว่าไม่เป็นไร เกรงใจเขาจัง(คิดในใจ) แต่ก็ชิมไปไม่น้อย แต่ก็ซื้อได้ไม่เยอะ เพราะบางอย่างเราไม่ทาน (แต่ชิม เอ๊ะ .. ยังไง)

คราวหน้า ถ้าใครได้ผ่านไป อย่าลืมแวะอุดหนุนสินค้าที่ทั้งสด และอร่อยด้วยนะค๊าาาาา ^____^






Motto


ร้าน Motto เป็นร้านที่มีทั้งเครื่องดื่ม เบเกอรี่และอาหารจานด่วนหลากหลายเมนู แต่คนที่ไปส่วนใหญ่ก็ต้องทานเบเกอรี่ เมนูนี้ไม่มีพลาด เมนูที่ได้ไปทานครั้งล่าสุดเป็น "วอร์มช็อคโกแล็ต" ก้อนเค้กช็อคโกแล็ตที่ข้างในอัดแน่นไปด้วยช็อคโกแล็ตอุ่น ๆ ข้างบนเป็นไอศครีมวนิลาก้อนโต 1 ก้อน เรียกได้ว่าคนที่รักช็อคโกแล็ตต้องไปลิ้มลองกันเลยทีเดียว

ร้านม็อตโต อยู่ถนนที่จะไปลำพูน ข้ามจากสะพานนวรัฐปุ๊บก็เลี้ยวขวาปั๊บ มองทางด้านซ้ายจะเห็นป้ายชื่อ Motto ชัดเจน ถ้าขึ้นไปนั่งชั้น 2 ของร้านจะเห็นวิวแม่น้ำปิงไปด้วย สร้างความรื่นรมย์ในการรับประทานอีกไม่น้อยทีเดียวเชียวค่ะ ^____^

***********************************

**ขออภัยที่จะไม่แก้ไขข้อมูล หากร้านย้ายที่ตั้งหรือปิดกิจการ** 


ถนนคนเดิน ตอน ครั้งแรกของปี 54

ไม่ได้เดินถนนคนเดินมาเดือนกว่า แต่ก็เรียกว่าข้ามปีกันเลย วันนี้ไม่ได้ตั้งใจไปเดิน แต่น้องชายบอกว่าต้องไปซื้อของให้แม่ และก็นึกว่าเป็นโอกาสอันดี ที่จะได้ถ่ายรูป เพราะวันนี้แป้กในช่วงแสงแรกอย่างแรง ถือซะว่าไปแก้มือ

ด้วยว่าวันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่รับปริญญาของ มช. รถก็เลยติดยาว และถนนคนเดินคนเยอะตั้งแต่ยังไม่ถึง 5 โมงเย็นด้วยซ้ำ ประกอบกับอากาศเย็น คนเลยหนาตาอย่างเป็นพิเศษ พ่อค้าแม่ขายดูคึกคัก อารมณ์ดีพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ชวนให้เสียทรัพย์เป็นอย่างมาก แต่ด้วยเราไปถ่ายรูป อาการทางการรับรู้ในเรื่องความต้องการสินค้าเป็นอันลดฮวบ ซึ่งก็เป็นผลดีต่อการไปครั้งนี้ ไม่งั้นกระเป๋าคงขาดแล้วขาดอีก เพราะสินค้ามาใหม่หลากหลายละลานตาอย่างเห็นได้ชัด

วันนี้เดินไปเป็นกากบาทกันเลย แต่ไปไม่สุดทางสักเส้น เนื่องจากคนเยอะจัด การเดินเลยไม่ได้เรียกว่าเดิน เรียกว่าไหลตาม ๆ กันไปน่าจะเหมาะกว่า ก็เลยรู้สึกโชคดีที่อย่างน้อยก็ไปเร็ว ได้มีมุมถ่ายรูปอยู่บ้าง


คราวหน้าจะไปที่ไหนค่อยตามกันต่อนะคะ ขอให้สนุกค่ะ ^^

ร้านแป้นเกล็ด เชียงใหม่


ถ้าเราเดินทางไปเส้นหางดงโดยใช้ถนนสายหลัก เมื่อไปถึงแยกบิ๊กซีหางดงแล้วเลี้ยวขวา ตรงไปเรื่อย ๆ ดูร้านที่อยู่ทางขวามือซึ่งเกือบจะติดกับทางเข้าหมู่บ้านสีวลี เราก็จะเห็นร้านแป้นเกล็ด เป็นร้านน่ารัก ๆ ทาสีขาว ถ้าเอาตามความเข้าใจของผู้เขียนก็เข้าใจว่า ร้านนี้เป็นสาขาที่ 3 ถ้านับจากร้านแรกอยู่ที่บ้านถวาย ร้านที่สองอยู่ที่ปากทางเข้าน้ำตกหมอกฟ้า เส้นทางแม่มาลัย - ปาย และร้านนี้ก็คงเป็นร้านที่สามตามคาด




ร้านแป้นเกล็ดจะเป็นร้านที่เราจะแวะทานทุกครั้ง หลังจากกลับจากการไปนั่งสมาธิที่วัดห้วยส้ม ไม่ว่าจะเป็นการไปเอง หรือไปรับญาติพี่น้องก็ตาม เนื่องจากเป็นร้านที่มีความหลากหลายของอาหารมากกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวปลา (คราวหน้าจะเอามาแนะนำ) และแออัดน้อยกว่ามาก






อาหารที่เรามักจะทานกันส่วนใหญ่หนีไม่พ้นข้าวผัดแหนม ซึ่งอร่อยสุด และตำผลไม้รวมกุ้งสด จะเป็นเมนูที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว และชาเขียว(มีนมผสม) ซึ่งเป็นน้ำหวาน ๆ เอาตบท้ายก่อนกลับบ้าน เอาไว้ใครได้ผ่านไปก็ลองแวะชิมนะจ๊ะ ^_^

***********************************

**ขออภัยที่จะไม่แก้ไขข้อมูล หากร้านย้ายที่ตั้งหรือปิดกิจการ** 





กาดผญ๋า ล้านนา พฤศจิกายน 2553


เมื่อ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ได้มีโอกาสไปเที่ยวงาน กาดผญ๋าล้านนา เป็นงานที่จัดขึ้นทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์แรกของเดือน ในงานจะมีภูมิปัญญาแบบล้านนาที่หลากหลายให้เราเลือกที่จะไปลองทำ และเสียค่าใช้จ่ายเพียงหลักสูตรละ 20 - 30 บาทเท่านั้น แต่เราจะได้ความรู้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมมากขึ้น รวมถึงทำให้เราอารมณ์ดีที่ได้ชิ้นงานกลับบ้านอีกด้วย


คงไม่มีใครที่จะสืบสานวัฒนธรรมของท้องถิ่นเรา ถ้าเราไม่ทำกันเอง การไปเที่ยวงานในครั้งนี้ ทำให้ฉันรู้ว่า คนที่มีความสามารถซึ่งตอนนี้ได้แก่ตัวลงไปอย่างมากแล้วนั้น ได้มีความพยายามอย่างที่สุดที่จะให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจรากเหง้าของตัวเอง ไม่ทำมันอย่างฉาบฉวย แล้วทิ้งมันไประหว่างทาง ฉันเรียนรู้อีกว่า การที่เราจะมีความแข็งแกร่ง และความมั่นคงทางจิตใจนั้น วัฒนธรรมได้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะปลูกฝัง หล่อหลอม และเป็นรากให้เรายึดเหนี่ยว ให้เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่าและมีตัวตน



ดังนั้น มันคงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะมีใครทำงานสืบสานทางด้านวัฒนธรรมแค่คนเดียว เราทุกคนจะต้องเริ่มทำด้วยกัน และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน เมื่อนั้นเราทุกคนจะมีความภาคภูมิใจในถิ่นฐานที่เราอยู่ ที่เราถือกำเนิด และเราจะได้ร่วมกันสร้างความเป็นปึกแผ่นของจิตใจ ให้กับลูกหลานของเราสืบไป เฉกเช่นเดียวกับที่ครูบาอาจารย์ทางศิลปวัฒนธรรมของเราได้ทำกันมา



Arcobaleno


ได้มีโอกาสไปทานอาหารที่ร้านอัคโค่บาเลโน่ อีกครั้งนึงแล้ว ถ้านับรวมการสั่งกลับบ้าน ครั้งนี้คงเป็นครั้งที่ 5 ความประทับใจส่วนใหญ่มาจากเจ้าของร้านที่น่ารัก เป็นกันเอง และแนะนำเมนูอาหารที่คนไม่ค่อยคุ้นอาหารอิตาเลี่ยนอย่างฉัน ให้รู้สึกคุ้นเคยและพยายามค้นหาความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารชนิดนั้น ๆ


ฉันจะไปทานร้านอาหารฝรั่ง (ไม่ใช่ร้านคนเอเชียมักจะเรียกเหมารวมค่ะ) ช่วงที่เริ่มย่างเข้าฤดูหนาว มันเหมือนเป็นการต้อนรับเทศกาลคริสมาสต์ (ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันทั้งศาสนาและวันหยุด ชอบเฉย ๆ) อย่างลงตัวที่สุด การได้อยู่กับคนที่เรารัก และมีอาหารรสเลิศ ก็เหมือนเวลาได้หยุดนิ่งไปกลั้วกับเสียงหัวเราะที่รื่นรมย์



ฉันไม่ได้ถามประวัติความเป็นมาของร้าน ไม่รู้อะไรนอกจากหน้าตาเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่สืบทอดกิจการของครอบครัว และจำได้ว่าเขาย้ายร้านนี้มาจากตรงไหนสักแห่งของเมืองเชียงใหม่ เอาเป็นว่า เรื่องเหล่านี้ฉันไม่รู้ก็แล้วกัน รู้แต่ว่าร้านนี้ฉันมักจะนึกถึงทีรามิสุเป็นอันดับแรก ส่วนอาหารนั้นได้พาใครไป (คนที่ชอบอาหารอิตาเลี่ยน) ก็จะชื่นชอบและชมคนพาไปเสมอ ๆ



ทีรามิสุ เคยเป็นขนมที่ฉันไม่ค่อยชอบทาน แต่เมื่อฉันเจอหน้าตามันโผล่ไปบนนิตยสารเกี่ยวกับอาหารเล่มนึง ฉันรีบโทรตามสำนักพิมพ์ทันที ว่ามันเป็นรูปที่มาจากร้านไหนกันแน่ และทั้นทีที่รู้ ฉันก็กระหืดกระหอบไป และสั่งเป็นเมนูแรก ก่อนอาหารเรียกน้ำย่อยด้วยซ้ำ และไม่วายจะถูกค่อนขอดด้วยสายตาที่ดูแปลกใจเป็นอย่างมากจากฝรั่งหัวทองโต๊ะข้าง ๆ ว่าเธอสั่งมาได้อย่างไร นั่นมันของหวานนะ เขาเอาไว้ตบท้ายย่ะ ... (ทุกทีไป)



และยังมีของหวานอีกหลายเมนู ที่ฉันได้สั่งมาทานจนครบแล้ว แต่ถ่ายรูปไม่ทัน เพราะช้อนได้ตักไปก่อนแล้ว จากบุคคลที่พาไปด้วยนั่นเอง ...



แม้ว่าจะมีมารยาทการทานอาหาร หรือแม้กระทั่งการสั่งอาหารที่ไม่เป็นการยุ่งยากต่อการจำ แต่ฉันถือว่าเมื่อเป็นเมนูอยู่บนประเทศไทย ไม่ว่าจะกินอะไรก็ขอแนวไทย ๆ แล้วกันพี่ !! ฉันเลยไม่สนใจจะสั่งตามมารยาทสักเท่าไหร่ เน้นว่าอยากกินอะไรเสียมากกว่า ซึ่งมันทำให้ความสนุกในการกินของเราไม่พร่องไป



หากใครชอบอาหารอิตาเลี่ยนแล้วล่ะก็ คงจะไม่พลาดร้านนี้นะคะ ร้านอยู่ที่ถนนหน้าวัดเกต (ข้ามสะพานนครพิงค์ ผ่านสี่แยกซอยแรกขวามือ) ร้านเปิด 11.00 -14.00 และ 17.30 - 22.00น. จ้า ^^

***********************************

**ขออภัยที่จะไม่แก้ไขข้อมูล หากร้านย้ายที่ตั้งหรือปิดกิจการ**